ซิมบับเวกับภาวะการเงินเฟ้อในระยะเวลา 5 ปี

ซิมบับเว
ซิมบับเวประเทศทางแอฟริกาที่พบเจอปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน หรือที่เรียกง่ายๆว่าเงินเฟ้อที่สูง มาเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ของสถานบันการเงินของโลก รองจากประเทศฮังการี ในปี พ.ศ. 2489 หลังจากการยึดทรัพย์สถานประกอบอาชีพของชาวสวนชาวไร่ของชนผิขาวช่วงปลาย เมื่อสงครามคองโก ครั้งที่สอง ในช่วงสภาพวะเงินเฟ้อถึงจุดสูงสุดเมื่อปี 2551 – 2552 สภาพการวัดจำนวนเงินเฟ้อของซิมบับเว เป็นที่ตรวจสอบยากพอสมควรเนื่องจากรัฐบาลของประเทศไม่มีทั้งข้อมูล และสถิติเกี่ยวกับบัญชีเงินที่นำออกไปใช้ หรือเงินคงคลัง
เมื่อปี 2552 ประเทศซิมบับเวยุติการใช้เงินตราของประเทศตนเอง และเมื่อปี พ.ศ. 2557 ซิมบับเว ก็ยังถือว่าเป็นประเทศที่ยังไม่มีสกุลเงินเป็นของตัวเอง เมื่อปี พ.ศ. 2530-2542 ประธานาธิบดี โรเบิร์ต มูกาเบ คนที่สองของประเทซซิมบับเว มีนโยบายการเงินที่ผิดพลายบ่อยครั้ง และเกิดเงินเฟ้ออยู่บ่อยครั้งถึงร้อยละ 10-20 ต่อปี แต่ยังไม่เท่าไร ยังมีจุดเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่กว่านั้นก็คือ มูกาเบเห็นว่า ซิมบับเวนั้นเคยตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาก่อน สมัยก่อนนั้นถูกกลุ่มคนผิวสีขาวกลั่นแกล้งข่มเหง ถึงแม้จะได้เป็นเอกราช แต่ก็ยังไม่ถูกการลดการข่มเหงน้อยลง จึงได้ออกมาตรการยืดพื้นที่ทำมาหากินของคนผิวขาวขึ้น เนื่องจากคนผิวขาวมีไม่กี่พันคน แต่มีที่ดินหลายร้อยไร่ ทำให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้นในขณะนั้น ถึงแม้ซิมบับเวจะได้ที่ดินที่ริบจากชาวสวนชาวไรของคนผิวขาว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ซิมบับเวนั้นเจริญเติบโตขึ้นมาเลย เนื่องจากการบริหารและการจัดการของประเทศนั้นตกต่ำมากกว่าเดิม ใช้คนทำงานไม่ตรงตามเป้าหมาย ที่ดินที่ได้มาก็ไม่เกิดประโยชน์ ทำให้อัตราเงินเฟ้อนั้น ได้สูงขึ้นไปเรื่อยๆจากปกติร้อยละ 20-50 ต่อปี